โปรแกรมขายหน้าร้าน

สวัสดีค่ะวันนี้มีประสบการณ์ที่จะมาแบ่งปัน เรียกว่าแนะนำให้ผู้ที่สนใจในโปรแกรมขายหน้าร้านเข้าใจกันดีกว่าค่ะ หลายๆคนที่มีธุรกิจส่วนตัวคงกำลังใช้งานโปรแกรมตัวนี้กันอยู่ หรือไม่ก็คงกำลังสนใจกันอยู่ ซึ่งโปรแกรมก็มีมากมายหลายรูปแบบมีทั้งโหลดฟรี และจ่ายเงินซื้อ โปรแกรม ส่วนตัวดิฉันได้มีประสบการณ์ในการจ่ายเงินซื้อโปรแกรมจึงอยากจะนำเอาประสบการณ์ตรงนี้มาแบ่งปันค่ะ ก่อนอื่นถ้าหากใครที่จะคิดซื้อโปรแกรมขายหน้าร้านควรที่จะมีความรู้เบื้องต้นก่อน คือความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ โดยส่วนตัวจากที่ดิฉันได้ตัดสินใจตกลงซื้อโปรแกรมมาใช้งานจากบริษัทแห่งหนึ่งคะ

  1. เช็คข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทให้ดี ดูว่าทีมงานของเขามีกี่คน โดยเฉพาะฝ่าย support หรือผู้ดูแลลูกค้า หลังการขายนั่นเอง จำเป็นมากๆนะคะ ต้องเลือกซื้อบริษัทที่มีฝ่าย support เท่านั้น ไม่งั้น ถ้าหากโปรแกรมมีปัญหาหรือเรามีข้อสงสัยที่ต้องการจะซักถามเราก็จะไม่สามารถติดต่อ ขอความช่วยเหลือจากใครได้ เพราะว่าทีม Sale หรือโปรแกรมเมอร์เขาก็ต้องมีหน้าที่ของเขาซึ่งอาจจะไม่สามารถดูแลลูกค้าหลังการซื้อได้ เพราะฉะนั้นทีม support สำคัญมากค่ะ ถ้ามีโอกาสขอเข้าไปดูที่องค์กร หรือบริษัทนั้นเลย เพื่อดูการทำงานของทีมแต่ละทีม ซึ่งข้อนี้เรามีสิทธิ์นะคะ บริษัทส่วนใหญ่ ก็มักจะให้โอกาสลูกค้าในการเข้า ดูการทำงานอยู่แล้ว นอกจากนั้นดูทีม support แล้วว่ามีประมาณกี่คน ทำงานกันอย่างไร ระบบการทำงานเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ยังควรเช็คเวลาการทำงานให้ดี ว่าเขาเปิดกี่โมง ปิดกี่โมง หยุดวันไหน ถ้าหยุดแล้วโปรแกรมมีปัญหาเราสามารถที่จะติดต่อใครได้บ้าง เพราะโปรแกรมพวกนี้ถ้ามีปัญหากะทันหันขึ้นมา เราจำเป็นต้องใช้โปรแกรมขายหน้าร้านตลอดเวลาก็จะเป็นปัญหาได้ อย่าลืมดูบริการหลังการขายอื่นๆค่ะ อย่างเช่นไม่พอใจยินดีคืนเงิน การให้ทดลองใช้โปรแกรมก่อน พวกนี้ก็เป็นข้อเสนอที่ลูกค้าอย่างเราควรให้ความสนใจค่ะ เพราะเชื่อว่าหลายๆคนคงมีปัญหากับการที่ซื้อโปรแกรมมาแล้วพอเอามาใช้จริงไม่ได้เป็นอย่างที่คุยกับsale ไว้เลย ดังนั้น ควรรักษาผลประโยชน์ของเราด้วย
  1. ดูว่าโปรแกรมขายหน้าร้านตัวนี้ทำงาน ในลักษณะอย่างไร การจัดเรียงข้อมูลเป็นแบบไหน ขอคำแนะนำให้เป็นแบบSql ค่ะ เพราะว่าฐานข้อมูลจากใหญ่จะสามารถบันทึกรายละเอียดของสินค้าได้เยอะ อย่าลืมที่จะดูด้วยว่าการตัดสต๊อกใช้ระบบแบบ ไหน การตัดสต๊อกจะมีหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น FIFO (First In First Out) หรือว่าเข้าก่อนออกก่อน หมายถึงสินค้าใดที่เข้ามาในคลังสินค้าก่อนก็จะหมุนเวียนออกไปก่อน , FEFO (First Expire date First Out) หมายถึง สินค้าใดที่จะหมดอายุก่อน ก็จะถูกหมุนเวียนออกไปจากคลังสินค้าก่อน และ LIFO (Last In Last Out) หมายถึง สินค้าที่เข้ามาในคลังที่หลังจะถูกนำหมุนเวียนออกไปจากคลังสินค้าก่อน LIFO ใช้เพื่อแสดงต้นทุนสินค้าที่มีราคาใกล้กับปัจจุบันมากที่สุด ส่วนใหญ่สินค้าที่ใช้หลักการนี้จึงมักเป็นสินค้าประเภท วัตถุดิบในการผลิต สินค้าที่มีอายุจำกัด หรือสารเคมี เป็นต้น

โปรแกรมขายหน้าร้าน NS-Easystore-Professional

  1. โปรแกรมทุกชนิดจะมีข้อผิดพลาดได้ สามารถผิดเพี้ยนได้ ไม่มีโปรแกรมไหนที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีโปรแกรมไหนที่ไม่มีการผิดพลาดเลย อีกอย่างมันเป็นโปรแกรมสำเร็จรูปจึงไม่สามารถใช้งานได้อย่างยืดหยุ่นตรงกับความต้องการของคุณไปเสียทุกอย่างดังนั้นควรทำใจไว้หน่อย แต่ปัญหานี้ก็จะหมดไปถ้าโปรแกรมที่คุณซื้อมีทีมซัพพอร์ตที่ดีเพราะเนื่องจากคุณก็สามารถที่จะขอความช่วยเหลือจากทีมซัพพอร์ตได้ มีอีกวิธีคือจ้างเขียนโปรแกรมขายหน้าร้านในแบบของคุณเองก็จะได้โปรแกรมที่ตรงใจมากกว่าแบบสำเร็จรูป และคุณก็จะสามารถออกแบบให้ตรงกับการใช้งานของมันได้มากที่สุด แต่แน่นอนว่าราคาของมันก็จะสูงกว่าโปรแกรมสำเร็จรูปอย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณมีทุนมากพอนี่ก็คือทางเลือกที่ดีเพื่อป้องกันปัญหาโปรแกรมไม่ตรงกับที่ต้องการใช้งานที่หลัง จะได้ไม่ต้องเสียเงินฟรีลองผิดลองถูก
  1. คุณรู้จักร้านค้าหรือว่ากิจการของคุณดีพอหรือยัง ถ้าหากว่ายังต้องไปศึกษากิจการของคุณมาใหม่ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อโปรแกรมขายหน้าร้านสักโปรแกรม เพราะในการเลือกโปรแกรมคุณต้องดูจากระบบร้านของคุณเป็นหลักว่าร้านของคุณเป็นแบบไหน มีขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ รายการสินค้าของคุณหลากหลายไหม รายการขายของคุณมีลักษณะเป็นอย่างไร จ่ายสดอย่างเดียวหรือเปล่า และปริมาณบิลต่อวันมีประมาณกี่บิล ถ้าคุณยังไม่แน่ใจคุณสามารถลองปรึกษาขอคำแนะนำกับบริษัทที่ขายโปรแกรมขายหน้าร้านที่คุณสนใจอยู่ก็ได้ว่าร้านค้าของคุณเหมาะกับโปรแกรมแบบไหน ซึ่งโปรแกรมส่วนใหญ่ก็มักจะมี 3 ระดับ เช่นกัน ก็คือ เล็ก กลาง ใหญ่ คุณต้องเลือกให้เหมาะสม เพื่อที่จะรองรับกับระบบการทำงานในร้านของคุณได้และไม่วุ่นวายเกินไป ข้อแนะนำก็คือสำหรับร้านค้าที่ขายปลีก รายการสินค้าก็อาจจะไม่ได้เยอะมาก ดังนั้น โปรแกรมก็ควรเป็นโปรแกรมขนาดกลางก็ พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่เพราะไม่เช่นนั้นการใช้งานจะซับซ้อนมากขึ้น และจะเหมาะสมกับเครื่องแบบ stand alone ส่วนราคาก็จะถูกลงมาเพราะไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ ถ้าเกิดว่าคุณมีแพลนที่จะขยายกิจการของคุณแต่อาจจะไม่ใช่ในเร็วนี้ ก็ไม่ขอแนะนำให้ซื้อแบบเผื่ออนาคต เพราะว่าโปรแกรมนี้อาจจะไม่เหมาะกับกิจการของคุณในตอนที่มันขยายแล้วก็ได้ อย่าลืมข้อสำคัญอีกอย่างด้วยว่าถ้าเมื่อไหร่ที่โปรแกรมมีปัญหา คุณไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ คนที่สามารถช่วยเหลือคุณได้คือทีม support และผู้ที่เขียนโปรแกรมนี้เท่านั้น เพราะบางคนเลือกโปรแกรมที่ไม่เหมาะสมกับกิจการของตัวเอง เมื่อได้ฟังค์ชั่นมาน้อยหรือมากเกินความจำเป็นก็พาลโทษว่าโปรแกรมนี้ไม่ดี สำหรับร้านค้าขายส่ง ก็อาจจะใช้โปรแกรมแบบใหญ่ แต่ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนมากเพราะเราไม่ได้ทำเป็นโรงงานใหญ่ ราคาก็ควรเลือกแต่พอดีค่ะ ส่วนตัวดิฉันตอนนี้มีความต้องการที่จะเปลี่ยนเจ้าใหม่ เพราะเนื่องจากซื้อมาแล้วราคาก็ค่อนข้างแพง ตั้งแต่ใช้มามีปัญหามาตลอด และทีมซัพพอร์ตก็ไม่ค่อยให้ความช่วยเหลือค่ะ แถมไม่พอใจก็คืนเงินไม่ได้ด้วยคิดว่าการซื้อในครั้งหน้าต้องศึกษาให้ดีกว่านี้ ก็หวังว่าคำแนะนำของดิฉันจะมีประโยชน์ต่อคนที่กำลังสนใจโปรแกรมขายหน้าร้านกันนะคะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *